มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ก่อตั้งเมื่อปี
ค.ศ. 1209 เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับสองของสหราชอาณาจักร
ตั้งอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ อังกฤษ ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก
เป็นมหาวิทยาลัยลัยที่มีผู้ได้รางวัลโนเบลสูงที่สุด
ในบรรดามหาวิทยาลัยทั้งหลายในโลก กล่าวคือ 81 รางวัล
ประวัติ
ในปี ค.ศ. 1209 ผู้ก่อตั้งเป็นกลุ่มคณาจารย์และนักศึกษาที่ย้ายมาจาก มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ตำนานกล่าวว่าเดิมทีนักศึกษาและครูอาจารย์ในอ๊อกซฟอร์ดทะเลาะเบาะแว้งกับชาวบ้านชาวเมืองอ๊อกซฟอร์ดอย่างรุนแรง จนมีชาวบ้านคนหนึ่งถูกจับแขวนคอตาย คณาจารย์และนักศึกษากลุ่มหนึ่งกลัวความผิดเลยพากันหนีไปที่เมืองเล็ก ๆ ริมฝั่ง แม่น้ำแคม แล้วรวมตัวกันสอนจนเกิดเป็นมหาวิทยาลัยขึ้นมา สถานที่แรกที่มีการเรียนการสอนเกิดขึ้นคือ Peterhouse ซึ่งเป็นวิทยาลัย (college) แรกของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบบการเรียนการสอนของเคมบริดจ์จึงคล้ายกับของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด นักศึกษาและครูอาจารย์ของสองมหาวิทยาลัยนี้เรียกรวมๆ ว่า พวก อ๊อกซบริดจ์
ในปี ค.ศ. 1209 ผู้ก่อตั้งเป็นกลุ่มคณาจารย์และนักศึกษาที่ย้ายมาจาก มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ตำนานกล่าวว่าเดิมทีนักศึกษาและครูอาจารย์ในอ๊อกซฟอร์ดทะเลาะเบาะแว้งกับชาวบ้านชาวเมืองอ๊อกซฟอร์ดอย่างรุนแรง จนมีชาวบ้านคนหนึ่งถูกจับแขวนคอตาย คณาจารย์และนักศึกษากลุ่มหนึ่งกลัวความผิดเลยพากันหนีไปที่เมืองเล็ก ๆ ริมฝั่ง แม่น้ำแคม แล้วรวมตัวกันสอนจนเกิดเป็นมหาวิทยาลัยขึ้นมา สถานที่แรกที่มีการเรียนการสอนเกิดขึ้นคือ Peterhouse ซึ่งเป็นวิทยาลัย (college) แรกของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบบการเรียนการสอนของเคมบริดจ์จึงคล้ายกับของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด นักศึกษาและครูอาจารย์ของสองมหาวิทยาลัยนี้เรียกรวมๆ ว่า พวก อ๊อกซบริดจ์
ต่อมา เคมบริดจ์ได้ขยายตัวและรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นจึงมีการจัดตั้งวิทยาลัยเพิ่มขึ้น
จนปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประกอบด้วย 31 วิทยาลัย
ระบบวิทยาลัยนี้มีลักษณะคล้ายบ้านของนักเรียนในหนังสือ แฮรี่ พอตเตอร์ คือ
พอเข้าอาศัยที่ไหนแล้วก็ไม่เปลี่ยน (ยกเว้นตอนเปลี่ยนระดับการศึกษา
อาจขอเปลี่ยนได้) แม้นักเรียนจากแต่ละวิทยาลัยจะเรียนร่วมกันใน คณะ/สาขาต่างๆ, แต่จะมีระบบติว
(supervision) แยกจากกัน นักเรียนแต่ละวิทยาลัยจะแข่งขันกัน ทั้งด้านการเรียน
และกิจกรรม, ทุกวิทยาลัยจะมีประเพณีของตัวเอง มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ของตัวเอง
มีสีและสัญลักษณ์ของตัวเอง และ มีทรัพย์สินอาคารบ้านเรือนของตัวเอง (เช่น
สระว่ายน้ำ สนามสควอช ที่ให้เช่าริมฝั่งแม่น้ำ Thame หอศิลป์ โบสถ์
อาคารธุรกิจ หุ้นในประเทศต่าง ๆ ฯลฯ)
ดังนั้น วิทยาลัยของเคมบริดจ์หลาย ๆ แห่ง จึงมีฐานะร่ำรวย และชอบที่จะแข่งขันกันว่าใครจะให้ความสะดวกแก่เด็กตัวเองได้มากกว่ากัน หรือจ้างอาจารย์หรือ Fellow ที่มีชื่อเสียงมาเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการให้วิทยาลัยของตน อาจารย์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ส่วนใหญ่ก็จะมีวิทยาลัยสังกัด แต่เวลาสอน ก็สอนเด็กทุกวิทยาลัยฐานะทางการเงินของวิทยาลัยนี้จะตรงข้ามกับตัวมหาวิทยาลัย ที่ยังต้องพึ่งพิงรายได้จากรัฐ และค่าเล่าเรียนจากนักเรียน
ดังนั้น วิทยาลัยของเคมบริดจ์หลาย ๆ แห่ง จึงมีฐานะร่ำรวย และชอบที่จะแข่งขันกันว่าใครจะให้ความสะดวกแก่เด็กตัวเองได้มากกว่ากัน หรือจ้างอาจารย์หรือ Fellow ที่มีชื่อเสียงมาเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการให้วิทยาลัยของตน อาจารย์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ส่วนใหญ่ก็จะมีวิทยาลัยสังกัด แต่เวลาสอน ก็สอนเด็กทุกวิทยาลัยฐานะทางการเงินของวิทยาลัยนี้จะตรงข้ามกับตัวมหาวิทยาลัย ที่ยังต้องพึ่งพิงรายได้จากรัฐ และค่าเล่าเรียนจากนักเรียน
เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ภาพ King's College Chapel ใจกลางเมืองเคมบริดจ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เป็นหนึ่งในหลายๆ สถาบันการศึกษาในโลกที่ได้รับการจับตามอง ระหว่างที่ประเทศโลกเสรีพยายามพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อป้องกันประเทศ เมื่อเกิดภัยคุกคามจากเยอรมนี ซึ่งมี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นำ ระหว่างนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่ง มีการเคลื่อนไหวทางวิชาการอย่างคึกคัก เพราะรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณการวิจัยเป็นจำนวนมหาศาล อาทิเช่น มหาวิทยาลัยปารีส มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด มหาวิทยาลัยมอสโกสเตท มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเยล สถาบันเอ็มไอที ฯลฯ มหาวิทยาลัยเหล่านี้จึงแข่งขันกันอยู่ในที บางทีก็มีการดึงเอาคณาจารย์จากกันไปโดยเพิ่มเงินเดือนให้สูงกว่าก็มี
เมื่อเทียบกับหลายมหาวิทยาลัยในโลก
เคมบริดจ์ได้เปรียบทางวิทยาศาสตร์อยู่มาก
เพราะรากฐานทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนี้เข้มแข็งมาช้านาน ดังนั้น
ตั้งแต่อดีตจวบจนยุคปัจจุบัน
นอกจากจะได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นเยี่ยมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของอังกฤษแล้ว
ยังเป็นมหาวิทยาลัยลัยที่มีผู้ได้รางวัลโนเบลสูงที่สุดในโลก กล่าวคือมีถึง 80
รางวัล เพราะความมีชื่อเสียงในด้านการวิจัยนี้เอง ในระยะหลัง
เคมบริดจ์ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนด้านเงินทุนจากหลายหน่วยงาน เช่น EPSRC
และ
Gates Foundation ทำให้เคมบริดจ์มีสถานะการเงินที่ดีกว่ามหาวิทยาลัยในอังกฤษอื่นๆ
หลายแห่ง
ที่จริงแล้ว มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่จัดตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย แต่บังเอิญว่างานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ซึ่งสมัยก่อนนั้น ยังไม่มีการนำไปใช้เชิงพาณิชย์เท่าใดนักจึงขยายตัวสู้สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดซึ่งเกิดทีหลัง แต่มีปริมาณงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มากกว่าไม่ได้ แต่ระยะหลัง สำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็เริ่มพัฒนาขึ้นอย่างมากเห็นได้จากปริมาณงานทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ซึ่งมีเพิ่มขึ้น
ที่จริงแล้ว มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่จัดตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย แต่บังเอิญว่างานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ซึ่งสมัยก่อนนั้น ยังไม่มีการนำไปใช้เชิงพาณิชย์เท่าใดนักจึงขยายตัวสู้สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดซึ่งเกิดทีหลัง แต่มีปริมาณงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มากกว่าไม่ได้ แต่ระยะหลัง สำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็เริ่มพัฒนาขึ้นอย่างมากเห็นได้จากปริมาณงานทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ซึ่งมีเพิ่มขึ้น
ในปี พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) วารสาร The Times Higher Education
Supplement ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มีคะแนนรวมเป็นอันดับ 3 ของโลก
โดยแบ่งเป็น: อันดับ 1 ของยุโรปในคะแนนรวม, เป็นอันดับ 1
ของโลกด้านวิทยาศาสตร์, เป็นอันดับ 6 ของโลกทางด้านเทคโนโลยี, อันดับ 2
ของโลกทางด้านชีวเวช, อันดับ 8 ของโลกด้านสังคมศาสตร์ และ อันดับ 3
ของโลกด้านศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
ในปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) และปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) วารสาร The Times Higher EducationSupplement ได้อันดับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ให้มีคะแนนรวมเป็นอันดับ 2 ของโลกสองปีซ้อนรองจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
วิทยาลัยในสังกัดมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ไครส์ท คอลเลจ Christ's College, (1505)
เชอร์ชิลล์ คอลเลจ Churchill College, (1960)
แคลร์ คอลเลจ Clare College, (1326)
แคลร์ ฮอลล์ Clare Hall, (1965)
คอร์ปัส คริสตี้ คอลเลจ Corpus Christi College, (1352)
ดาร์วิน คอลเลจ Darwin College, (1964)
ดาว์นิ่ง คอลเลจ Downing College, (1800)
เอมมานูเอล คอลเลจ Emmanuel College, (1584)
ฟิสวิลเลิ่ยม คอลเลจ Fitzwilliam College, (1966)
เกอร์ตั้น คอลเลจ Girton College, (1869)
กอนวิลล์ แอนด์ คีย์ส์ คอลเลจ Gonville and Caius College, (1348)
โฮเมอตั้น คอลเลจ Homerton College, (1976)
ฮิวจ์ส ฮอลล์ Hughes Hall, (1885)
จีซัส คอลเลจ Jesus College, (1497)
คิงค์ คอลเลจ King's College, (1441)
ลูซี่ คาเวนดิช คอลเลจ Lucy Cavendish College, (1965)
มอจ์ดลิ่น คอลเลจ Magdalene College, (1428)
นิว ฮอลล์ New Hall, 1954 (จะเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น เมอร์เรย์ เอ็ดเวิร์ดส์ (Murray Edwards College) ใ นวันที่ 1 พฤษภาคม 2009)
นิวแน่ม คอลเลจ Newnham College, (1871)
เพมโบรค คอลเลจ Pembroke College, (1347)
พีเตอร์เฮาร์ท คอลเลจ Peterhouse, (1284)
ควีนส คอลเลจ Queens' College, (1448)
โรบินสัน คอลเลจ Robinson College, (1979)
เซนท์ แคทเธอรีนส์ คอลเลจ St Catharine's College, (1473)
เซนท์ เอดมันด์ส คอลเลจ St Edmund's College, (1896)
เซนท์ จอห์น คอลเลจ St John's College, (1511)
ซิลวิ่น คอลเลจ Selwyn College, (1882)
ซิดนี่ ซัสเซกส์ คอลเลจ Sidney Sussex College, (1596)
ทรินิที้ คอลเลจ Trinity College, (1546)
ทรินิที้ ฮอลล์ Trinity Hall, (1350)
วูลฟ์สัน คอลเลจ Wolfson College, (1965)
ในจำนวนวิทยาลัยทั้งหมดนี้ มี 3 วิทยาลัยที่รับเฉพาะนักศึกษาหญิงเท่านั้น (นิวแน่ม คอลเลจ, ลูซี่ คาเวนดิช คอลเลจ, และ นิว ฮอลล์) และ 4 วิทยาลัยที่รับเฉพาะนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (แคลร์ ฮอลล์, ดาร์วิน คอลเลจ, วูลฟ์สัน คอลเลจ, และ เซนท์ เอดมันด์ส คอลเลจ)



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น